วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เพื่อนที่คุณคบเป็นแบบไหนเอ่ย
ประเภทของเพื่อนหลักๆลองดูว่าคุณมีเพื่อนแบบไหน?
1. เพื่อนแท้ (Real Friends) : เรียล เฟรนด์ หรือจะเรียกว่า ออริจินอล เฟรนด์ ก็ได้ เพื่อนประเภทนี้จะอยู่กับคุณไปจนวันตาย เพื่อนแบบนี้หายาก ยากมากๆ บางที ขุดหาทองถ้ำลิเจีย ยังหาง่ายกว่าเลย .. ฉะนั้นผมขอผ่าน แบบนี้ไม่มีทางมีในโลก ... แต่สำหรับไอ้ใครที่จู่ๆ มีเพื่อนมาบอกว่า "ผมเป็นเพื่อนแท้ของคุณนะ" ... ขอให้สันนิษฐานครับ (โดย เฉพาะเพศเดียวกัน) เขากำลังมองประตูหลังคุณอยู่แน่นอน ..
2. เพื่อนซี้ (Cee Friends) : เพื่อนแบบนี้ ส่วนมาก จะเป็นเพศเดียวกัน เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม จอร์จ ที่สุดแล้ว มีอะไรเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน ปรับทุกข์กันได้ แถมบางทีโกรธกันจนขนาดต้อง ชกกันก็มีครับ แต่สุดท้ายก็เคลียร์กันได้ ไม่หยิ่ง ไม่เรื่องมาก ไม่ขี้งอน ถือว่าเยี่ยมครับ !!! ครบทุกรสชาติ สุขทุกข์ ดีชั่ว ต้องแบบนี้ เพื่อนซี้ ...
3. เพื่อนสนิท (Endorphin) : เพื่อนประเภทนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับเพศตรงข้ามมากกว่า และที่สำคัญไปกว่านั้น คนที่บอกว่าเป็น "เพื่อนสนิท" มักที่จะใช้พูดแก้ตัวกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ความจริงนะมันคือแฟนกันแล้ว แต่ก็ไปบอกชาวบ้านว่า เป็นแค่เพื่อนสนิท หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อนสนิทก็ยังเป็นคำพูดที่ใช้กันมานาน และยังคงอินเทรน ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันเป็นคำพูดปฏิเสธรักแบบอ้อมๆ ละ ฉะนั้น ใครที่โดนแบบนี้ ใส่เกียร์ถอยหลังตอนนี้ ยังไม่สาย ..
4. เพื่อนร่วมงาน (Cooperative Friends) : เพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เพื่อนประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่มีอะไรคุยกันได้ เจอกันคุยกันเรื่องงานอย่างเดียว อาจจะมีการถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง นิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ แต่ส่วนมากก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยรวมแล้วถือได้ว่าดีใช้ได้ทีเดียว ...
5. เพื่อนผิวเผิน (Surface Friends) : แน่นอน เพื่อนประเภทนี้ เชื่อว่าทุกคนมีเยอะมากๆ เพื่อนประเภทนี้มักจะเจอตอนช่วงโมงเร่งด่วน (Rush Hour) เช่นรีบไปเรียน รีบไปทำงาน รีบไปขึ้นรถ หรือว่า เค้าแกล้งรีบ (เพราะไม่อยากเจอคุณ) อะไรประมาณนี้ เจอกันมักจะเจออยู่ 2 คำถาม ว่า "ไปไหน ??" ถ้าอยู่มหาลัยก็จะถามว่า "เรียนอารายย ??" ประมาณนี้ ...
6. เพื่อนรับประทาน (Eating Friends) : เพื่อนแบบนี้ ก็เป็นเพื่อนที่เวลาคุณไปไหน เค้าจะไปด้วยกับคุณเสมอไม่ว่า คุณจะชวนไปกินข้าว ชวนไปเที่ยว ชวนไปดูหนัง เขามักจะไม่ค่อยปฏิเสธคำเชิญของคุณครับ แต่เขามักจะมี คำพูดพ่วงท้ายหลังคำถามของท่านมาว่า "เลี้ยงป่าว" เสมอ ...
7. เพื่อนกล้วย (Banana Friends) : เพื่อนประเภทนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นสุดครับ นอกจากจะเป็นเพื่อนรับประทานแล้ว ยังเป็นเพื่อนที่จะคอยข่มขู่ท่านให้รู้สึกหวาดกลัว ในบางสิ่งบางอย่าง จนคุณอาจจะต้องทำสิ่งที่เค้าต้องการให้คุณทำ แน่นอน เพื่อนแบบนี้คงจะไม่มีใคร อยากมีแน่ๆ แต่ในเมื่อถ้ามันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องทนต่อไปละ ...
8. เพื่อนตาย (Dead Friends) : ก็ไปงานศพเค้าสิ
ขอบคุณบทความจาก ฟ้าใส
ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C
รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกันและถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือเมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิมจะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนักทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัทเรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่ายความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้นจนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทางGeneral Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้วดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไปแล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อนซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTYจนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกัน
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกันและถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือเมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิมจะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนักทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัทเรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่ายความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้นจนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทางGeneral Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้วดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไปแล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อนซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTYจนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกัน
การเลือกตั้งครั้งแรกของไทยเกิดขึ้นเมื่อไร?
การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด คือ ในวันที่ 3 ก.ค. 54 เป็นครั้งที่ 26 ของไทยแล้ว แต่ทราบไหมว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยนั้น เกิดขึ้นเมื่อไร
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ที่มาของการเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลได้ปราบกบฏบวรเดชลงได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นประเทศไทยยังใช้ชื่อว่า "สยาม" แบ่งการปกครองเป็น 70 จังหวัด โดย ส.ส. ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปในสภามีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น จำนวน 78 คน และประเภทที่ 2 มาจากการเลือกตั้งอีก 78 คน โดยประเภทที่เลือกตั้งนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 1 คน แต่ก็มีบางจังหวัดได้มากกว่าหนึ่งคน ได้แก่ เชียงใหม่, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, นครราชสีมา มีผู้แทนได้ 2 คน และ จังหวัดพระนครในขณะนั้น กับ อุบลราชธานี มีผู้แทนได้ 3 คน โดยคำนวณจากจำนวนประชากร 200,000 คน ต่อการมีผู้แทน 1 คน รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 156 คน
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็น "การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย" ตราบจนปัจจุบัน กล่าวคือ กรมการอำเภอ ได้ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง
การเลือกตั้งครั้งแรกมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน มีผู้ออกไปใช้สิทธิ 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 โดยจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี คิดเป็นร้อยละ 78.82 และจังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 17.71
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ที่มาของการเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลได้ปราบกบฏบวรเดชลงได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นประเทศไทยยังใช้ชื่อว่า "สยาม" แบ่งการปกครองเป็น 70 จังหวัด โดย ส.ส. ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปในสภามีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น จำนวน 78 คน และประเภทที่ 2 มาจากการเลือกตั้งอีก 78 คน โดยประเภทที่เลือกตั้งนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 1 คน แต่ก็มีบางจังหวัดได้มากกว่าหนึ่งคน ได้แก่ เชียงใหม่, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, นครราชสีมา มีผู้แทนได้ 2 คน และ จังหวัดพระนครในขณะนั้น กับ อุบลราชธานี มีผู้แทนได้ 3 คน โดยคำนวณจากจำนวนประชากร 200,000 คน ต่อการมีผู้แทน 1 คน รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 156 คน
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็น "การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย" ตราบจนปัจจุบัน กล่าวคือ กรมการอำเภอ ได้ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง
การเลือกตั้งครั้งแรกมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน มีผู้ออกไปใช้สิทธิ 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 โดยจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี คิดเป็นร้อยละ 78.82 และจังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 17.71
รู้ไหมทำไมเรียกเงาะโรงเรียน !?
เงาะโรงเรียนหรือเงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เงาะในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ก็ไม่มีประเทศใดที่มีเงาะคุณภาพดีเท่ากับเงาะพันธุ์โรงเรียน แม้แต่ในมาเลเซียซึ่งเราได้เมล็ดเงาะพันธุ์นี้มา จึงกล่าวได้ว่าเงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้
คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"
สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น
ครั้นถึงปี พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร
ปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป
คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"
สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น
ครั้นถึงปี พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร
ปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป
วิธีจำ 100 พาสเวิร์ดโดยไม่ลืม
พาสเวิร์ดหรือรหัสผ่านเป็นวิธีการ พิสูจน์ตัวตนที่แพร่หลายและสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในระบบไอที ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยของรหัสผ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หลักการสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัยมีง่าย ๆ คือ เจ้าของจำง่าย คนอื่นเดายาก และใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันในทุกแห่ง การสร้างรหัสผ่านที่เจ้าของจำง่าย คนอื่นเดายาก ไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะหลักสำคัญในการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยคือ รหัสผ่านควรมีความยาวอย่างน้อย 8 ตัวอักษรขึ้นไป และมีทั้งตัวอักษร ตัวเลข อักขระพิเศษผสมกัน แต่การที่ต้องมีรหัสผ่านที่แตกต่างกันในทุกแห่งและปลอดภัยด้วย นี่สิเป็นเรื่องยาก! ตัวอย่างเช่น ถ้าผมใช้บริการของจีเมล, อเมซอน, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ก, ธนาคารออนไลน์ หมายความว่า ต้องมีรหัสผ่าน 5 ตัวที่ไม่เหมือนกันเลยในทุกเว็บไซต์ เหตุผลที่เราต้องใช้รหัสผ่านแตกต่างกันในทุกเว็บไซต์ เพราะว่า ถ้ามีใครสามารถเดาหรือเจาะรหัสผ่านของเราได้ในเว็บหนึ่ง และเราใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกเว็บไซต์แล้วล่ะก็ ผู้ไม่หวังดีก็สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ทุกแห่งที่เราใช้บริการได้ทันที แต่ถ้าเราใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกัน ผู้ไม่หวังดีก็สามารถเจาะได้เพียงแห่งเดียว ไม่สามารถเจาะเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วยรหัสผ่านนั้นได้อีก
ข้อเสียของการที่ต้องจำรหัสผ่านหลายตัวคือ เราใช้บางรหัสผ่านนาน ๆ ครั้งหนึ่ง ทำให้เราลืมและเสียเวลาตั้งรหัสผ่านใหม่ (และลืมอีก) ผมได้พบบทความเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านโดยไม่ซ้ำกันและจดจำง่ายจากเว็บไซต์ LifeHacker.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่แนะนำเคล็ดลับในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยุคไอทีก็ เลยมาเล่าสู่กันฟังครับ
หลักสำคัญของการตั้งรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันคือ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งรหัสที่แน่นอน โดยผสมข้อมูลของเว็บไซต์และข้อมูลที่กำหนดล่วงหน้า
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่กำหนดล่วงหน้าของผมคือ CU68+ และผมต้องการสร้างรหัสผ่านสำหรับเว็บ Amazon.com ผมก็จะนำอักษร 3 ตัวแรกของชื่อเว็บคือ Ama มารวมกับข้อมูลล่วงหน้าคือ CU68+ ก็จะได้รหัสผ่าน AmaCU68+ ในทำนองเดียวกัน รหัสผ่าน Facebook ของผมคือ FacCU68+ แต่วิธีนี้คนอื่นอาจเดารูปแบบได้ง่าย ลองสลับตำแหน่งเป็น FCUac+68 จะเห็นว่าค่อนข้างสับสนอลหม่านใในสายตาผู้อื่นครับ
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของเราแล้วครับว่า เราจะกำหนดข้อมูลล่วงหน้าของเราอย่างไรว่าไม่ให้คนอื่นสามารถคาดเดาได้ ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ที่จะใช้ในรหัสผ่านก็เช่นกัน เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ตัวอักษรจากเว็บไซต์ตรง ๆ ก็ได้ เช่น อาจใช้อักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายในชื่อเว็บ twitter ก็จะได้ tr จากนั้นเพิ่มสองตัวอักษรที่อยู่ถัดจากตัว t คือ u และอักษรที่ถัดจากตัว r คือ s ต่อท้าย เราก็จะได้ trus เมื่อมารวมกับข้อมูลล่วงหน้าของเราเช่น /T’=yp/ ก็จะได้รหัสผ่านคือ /trusT’=yp/
แต่ไม่ว่าเราจะมีตัวช่วยในการจดจำ และสร้างรหัสผ่านมากเพียงใดก็ตาม โปรดระลึกเสมอว่า สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการเก็บรหัสผ่านคือ สมองของเราเองครับ
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย ธงชัย โรจน์กังสดาล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูแลผมสวยด้วยมะนาว
หนุ่มๆ สาวๆ ที่รักเส้นผม อยากให้มีผมสลวย สวยเก๋ ไม่ยาก ไม่ยาก ถ้ารู้จักเคล็ดลับดีๆ อย่างการใช้วิธีจากธรรมชาติ ด้วยการหาวัตถุดิบง่ายๆ ในการบำรุงเส้นผม รู้ไหม…ว่ามะนาวจัดเป็นวัตถุชั้นดีทีเดียว เพราะมะนาวจะช่วยดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้นุ่ม สวย แถมไร้รังแคอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องรังแคที่ทำให้ความมั่นใจลดน้อยลงได้
เริ่มจากให้ทดสอบหนังศีรษะและเส้นผมก่อนว่ามีสภาพผมเช่นไร ด้วยการใช้ปลายนิ้วลูบหนังศีรษะหลังจากที่สระผมแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง
หากรู้สึกว่ามันๆ ที่นิ้วแสดงว่าเส้นผมและหนังศีรษะเป็นประเภทมัน
ซึ่งต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีคุณสมบัติในการคืนความสมดุลให้สุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะได้
ส่วนมะนาวนั้นสามารถนำมาใช้ทำสปาเส้นผมได้ด้วย เพราะมะนาวมีกรดเป็นธรรมชาติช่วยชำระล้างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่าง อ่อนโยน ซึ่งน้ำมันจากมะนาวยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียสามารถทำความสะอาดและคืน สมดุลให้กับหนังศีรษะและเส้นผมช่วยลดความมันได้อีกด้วย
โดยมีขั้นตอนการบำรุงเพียงนำน้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะ
ผสมกับน้ำบริสุทธิ์ครึ่งถ้วย คนน้ำมะนาวและน้ำเข้าด้วยกัน
แล้วนวดลงบนหนังศีรษะและเส้นผมด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา เพื่อช่วยผ่อนคลายและช่วยระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท
พร้อมหมักทิ้งไว้สัก 2 -3 ชั่วโมงจึงล้างออก จะช่วยล้างรังแคเหนียวๆ ที่ติดอยู่บนหนังศีรษะ และช่วยทำให้เส้นผมนุ่ม สลวยเป็นเงางาม
เพียงวิธีง่ายๆ นี้คนรักเส้นผมก็จะมีผมที่สวย และไม่ต้องกังวลกับรังแคอีกต่อไป
เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน
วันนี้เราจะมาเผยเคล็ดลับหุ่นเฟิร์มกระชับทุกสัดส่วนและ ที่สำคัญนะไม่ใช่คุณจะมี หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนเท่านั้นนะ แต่เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม นี้ยังเป็นวิธีที่ง่าย ๆ อีกด้วย เพียงแค่คุณใช้เวลาตอนอยู่หน้าทีวีก็ยังได้เลย ลองหันมาหุ่นเฟิร์มกันตอนอยู่หน้าทีวีนอกจากจะได้หุ่นเฟิร์มกระชับทุกสัด ส่วนยังได้ลดน้ำหนักแถมหุ่นยังดีอีกต่างหากใครไม่ทำเป็นไม่ได้เลยจริงไหม กับเคล็ดลับนี้
ดีกว่าจะมัวมานั่งดูทีวีแบบเฉย ๆ และหยิบนั่นกินนี่อย่างนี้มีแต่อ้วนออกอ้วนออกนะค่ะ รองใช้เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนนี้ดูค่ะนอกจากคุณจะเพลินไปกับการดูทีวีแล้วยังได้ออกกำลัง กายอย่างสนุกสนานและเพลินไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีอีกต่างหาก
หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน
- วิธีลดแขน
ในท่ายืน ก้มตัวลง วางมือข้างหนึ่งลงบนเก้าอี้ ถือขวดน้ำหรือดัมเบลเอาไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง งอข้อศอกทำมุม 90 องศา จากนั้นยืดแขนข้างที่ถือขวดน้ำขึ้นไปข้างหลังตรง ๆ หยุด แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำซ้ำข้างละสองเซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง
- วิธีลดก้น
คุกเข่า จากนั้น ก้มตัวลงเท้าข้อศอกลงบนพื้น ศีรษะก้มลงเกือบแตะพื้น เตะขาข้างหนึ่งขึ้นไปข้างหลังสูง ๆ จากนั้นลดขาลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนข้าง
- วิธีลดหน้าท้อง
นอนหงายวางแขนไขว้กันไว้ใต้ศีรษะชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างเท้าวางราบกับ พื้น จากนั้นค่อย ๆ ยกศีรษะและอกขึ้นจากพื้นพร้อมกับเหยียดขาข้างหนึ่งขึ้นข้างบนค้างไว้ครู่ หนึ่งก่อนกลับสู่ท่าเริ่ม จากนั้นทำซ้ำแต่เปลี่ยนเป็นยกขาอีกข้างหนึ่งพยายามยกขาแต่ละข้างให้ได้ 6 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 ครั้ง
ปวดท้องเมนส์ กันดีกว่าแก้
เกิดเป็นหญิง..แท้จริงแสน ลำบาก...อาจเป็น คำพังเพยโบร่ำโบราณแต่ยังไม่เชยตกยุคนะคะ เพราะคำคำนี้มักจะวาบขึ้นมาในความคิดเสมอ เวลาผู้หญิงเราต้องเผชิญภาวะเจ็บปวดทางร่างกาย ที่เห็นชัด ๆ ก็เวลาปวดท้องเมนส์นี่ละค่ะ
แล้วลองคิดดู...เวลาสาว ๆ นั่งเอามือกุมท้อง ร้องโอดโอย หน้าตาซีดเซียว กินข้าวไม่ลง บางรายถึงขนาดไปโรงเรียนไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ จะน่าเห็นใจสักแค่ไหน...งานนี้ ต้องมาจัดการกับอาการเจ็บปวดจากภัยธรรมชาติ (ทางร่างกาย) แล้วล่ะ
โดย คุณหมอเสาวคนธ์ อัจจิมากร สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ว่า สาเหตุของการปวดท้องเมนนี้มี 2 แบบ คือ
แบบปฐมภูมิ เป็นการปวดที่ไม่มีสาเหตุ มักเกิดกับเด็กในวัยเริ่มมีประจำเดือน จนถึงวัยรุ่น
แบบทุติยภูมิ เป็นการปวดที่มีสาเหตุ เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ เป็นเนื้องอก ฯลฯ มักเกิดกับคนที่เลยวัยรุ่น หรือมีอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว
วิธีตั้งข้อสังเกตง่าย ๆ ของอาการ 2 แบบ นี้ก็คือ ถ้าอาการปวดหายไปพร้อมการหมดรอบเดือนคือการปวดแบบปฐมภูมิ แต่ถ้ารอบเดือนหมดแล้วยังมีอาการปวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง จะเป็นแบบทุติยภูมิ และอย่านิ่งนอนใจ ควรพาตัวเองไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของโรคค่ะ
สำหรับการการปวดท้องเมนส์ของเด็กวัยแรกสาว และสาวรุ่นนั้น ส่วนใหญ่จึงมักเป็นการปวดแบบไม่มีสาเหตุ คือปวดเพราะมดลูกมีการบีบ หรือเกร็งตัวเพื่อช่วยในการหลั่งเลือดประจำเดือน รวมทั้งเวลามีรอบเดือนร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน prostaglandins ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวด
ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ารู้ว่าจะปวดท้องเวลามีรอบเดือน ก็ควรจะหาวิธีป้องกัน โดยก่อนมีรอบเดือนแต่ละครั้งควรทานยาที่มีฤทธิ์ต้าน prostaglandins เสียก่อน จะได้ไม่ต้องนั่งเจ็บปวด และทนทรมานจากภาวะธรรมชาติในตัวแทบทุกเดือน
"เมื่อก่อนเราอาจจะใช้แก้ปวดธรรมดา เช่น พาราเซตตามอล แอสไพริน หรือถ้าปวดมาก ๆ ก็กินยาคลายกล้ามเนื้อ แต่เมื่อเราค้นพบว่ามีฮอร์โมน prostaglandins เป็นตัวก่อให้เกิดอาการปวดท้องเวลามีเมนส์ ซึ่งในบางคนใช้ยาแก้ปวดธรรมดา หรือยาคลายกล้ามเนื้ออาจไม่ได้ผล เขาจึงจำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้าน prostaglandins หรือในชื่อยาที่คนรู้จักคือ Ponstan ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านสารตัวนี้"
คุณหมอยังบอกด้วยว่า การป้องกันโดยใช้วิธีทานยาป้องกันนี้ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ อาจแค่ระคายเคืองกระเพาะนิดหน่อย แต่ถ้าทานน้ำตามมาก ๆ หลังทานยาจะช่วยได้
แต่ ถ้าไม่อยากให้ทานยา และมีอาการปวดไม่มาก การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่หน้าท้อง ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยได้เช่นกัน เลือกบำบัดกันได้ตามอัธยาศัยค่ะแต่คุณหมอก็ยังทิ้งท้ายว่า การป้องกันด้วยการทานยาน่าจะดีกว่ารอให้ปวดก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง
แล้วลองคิดดู...เวลาสาว ๆ นั่งเอามือกุมท้อง ร้องโอดโอย หน้าตาซีดเซียว กินข้าวไม่ลง บางรายถึงขนาดไปโรงเรียนไม่ได้ ไปทำงานไม่ได้ จะน่าเห็นใจสักแค่ไหน...งานนี้ ต้องมาจัดการกับอาการเจ็บปวดจากภัยธรรมชาติ (ทางร่างกาย) แล้วล่ะ
โดย คุณหมอเสาวคนธ์ อัจจิมากร สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ว่า สาเหตุของการปวดท้องเมนนี้มี 2 แบบ คือ
แบบปฐมภูมิ เป็นการปวดที่ไม่มีสาเหตุ มักเกิดกับเด็กในวัยเริ่มมีประจำเดือน จนถึงวัยรุ่น
แบบทุติยภูมิ เป็นการปวดที่มีสาเหตุ เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ เป็นเนื้องอก ฯลฯ มักเกิดกับคนที่เลยวัยรุ่น หรือมีอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว
วิธีตั้งข้อสังเกตง่าย ๆ ของอาการ 2 แบบ นี้ก็คือ ถ้าอาการปวดหายไปพร้อมการหมดรอบเดือนคือการปวดแบบปฐมภูมิ แต่ถ้ารอบเดือนหมดแล้วยังมีอาการปวดต่อไปอีกระยะหนึ่ง จะเป็นแบบทุติยภูมิ และอย่านิ่งนอนใจ ควรพาตัวเองไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของโรคค่ะ
สำหรับการการปวดท้องเมนส์ของเด็กวัยแรกสาว และสาวรุ่นนั้น ส่วนใหญ่จึงมักเป็นการปวดแบบไม่มีสาเหตุ คือปวดเพราะมดลูกมีการบีบ หรือเกร็งตัวเพื่อช่วยในการหลั่งเลือดประจำเดือน รวมทั้งเวลามีรอบเดือนร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน prostaglandins ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวด
ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำว่า ถ้ารู้ว่าจะปวดท้องเวลามีรอบเดือน ก็ควรจะหาวิธีป้องกัน โดยก่อนมีรอบเดือนแต่ละครั้งควรทานยาที่มีฤทธิ์ต้าน prostaglandins เสียก่อน จะได้ไม่ต้องนั่งเจ็บปวด และทนทรมานจากภาวะธรรมชาติในตัวแทบทุกเดือน
"เมื่อก่อนเราอาจจะใช้แก้ปวดธรรมดา เช่น พาราเซตตามอล แอสไพริน หรือถ้าปวดมาก ๆ ก็กินยาคลายกล้ามเนื้อ แต่เมื่อเราค้นพบว่ามีฮอร์โมน prostaglandins เป็นตัวก่อให้เกิดอาการปวดท้องเวลามีเมนส์ ซึ่งในบางคนใช้ยาแก้ปวดธรรมดา หรือยาคลายกล้ามเนื้ออาจไม่ได้ผล เขาจึงจำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้าน prostaglandins หรือในชื่อยาที่คนรู้จักคือ Ponstan ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านสารตัวนี้"
คุณหมอยังบอกด้วยว่า การป้องกันโดยใช้วิธีทานยาป้องกันนี้ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ อาจแค่ระคายเคืองกระเพาะนิดหน่อย แต่ถ้าทานน้ำตามมาก ๆ หลังทานยาจะช่วยได้
แต่ ถ้าไม่อยากให้ทานยา และมีอาการปวดไม่มาก การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบที่หน้าท้อง ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยได้เช่นกัน เลือกบำบัดกันได้ตามอัธยาศัยค่ะแต่คุณหมอก็ยังทิ้งท้ายว่า การป้องกันด้วยการทานยาน่าจะดีกว่ารอให้ปวดก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง
ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์ เสี่ยงขาใหญ่ จริงหรือ?
สร้าง กระแสตื่นตัวให้กับเหล่าบรรดาแฟชั่นนิสต้าที่รักการนุ่งสั้นได้ไม่มากก็น้อย สำหรับกระแสข่าวที่ว่า การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น จะทำให้เกิดเซลลูไลต์ขึ้น ทำให้ขาใหญ่ ดังนั้น จึงมีคนแนะนำว่า ถ้าหากจำเป็นต้องใส่กระโปรงสั้นจริง ๆ ก็ควรใส่ถุงน่องเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
ประเด็นดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบที่น่าสนใจ
พลตำรวจตรี นายแพทย์อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูล ดังกล่าวที่เม้าท์กันในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ หรือยังไม่มีเหตุผลประกอบว่า การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์สามารถทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การที่ขาใหญ่นั้นส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของพันธุกรรม หรือพฤติกรรมการรับประทานไขมันมากเกินไป จนเข้าไปสะสมที่บริเวณต้นขาจึงทำให้ขาใหญ่ และเป็นเรื่องของโครงสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ที่ต้องวิเคราะห์หรือศึกษาก่อนว่าเกิดจากสาเหตุนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม คุณหมอเห็นว่าอุณหภูมิในห้องแอร์ที่ร่างกายมนุษย์รับได้นั้น ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติมากกว่า พูดง่าย ๆ ว่าการนั่งในห้องแอร์นั้นจะทำให้ผิวหนังหดตัวมากกว่าขยายตัว เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวก็จะทำให้ไม่สามารถสะสมไขมัน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ขาใหญ่ได้นั่นเอง
"ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในประชาชนที่อยู่ในประเทศที่มีภูมิอากาศ หนาว หรือศึกษาในกลุ่มคนที่มีอายุ การทำงาน รวมถึงสรีระด้านร่างกายที่เท่ากัน จึงจะสามารถบอกได้ว่า การนุ่งกระโปรงสั้นในห้องแอร์นั้นทำให้ขาใหญ่ได้จริง"
นายแพทย์อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การนุ่งกระโปรงสั้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมากกว่า เพราะอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดอันตรายต่อผู้สวมใส่ เช่น การถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ หรือทำให้สิ่งสกปรกสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากกว่า ส่วนการสวมถุงน่องเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงาม หรือความอบอุ่นให้ร่างกายนั้นก็สามารถทำได้ แต่การใส่ถุงน่องแล้วทำให้ขาเล็กลงนั้น ยังไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนว่าเป็นจริงแต่อย่างใด
ประเด็นดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบที่น่าสนใจ
พลตำรวจตรี นายแพทย์อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูล ดังกล่าวที่เม้าท์กันในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ หรือยังไม่มีเหตุผลประกอบว่า การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์สามารถทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การที่ขาใหญ่นั้นส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของพันธุกรรม หรือพฤติกรรมการรับประทานไขมันมากเกินไป จนเข้าไปสะสมที่บริเวณต้นขาจึงทำให้ขาใหญ่ และเป็นเรื่องของโครงสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย ที่ต้องวิเคราะห์หรือศึกษาก่อนว่าเกิดจากสาเหตุนี้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม คุณหมอเห็นว่าอุณหภูมิในห้องแอร์ที่ร่างกายมนุษย์รับได้นั้น ประมาณ 24-26 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และไม่สามารถลำเลียงเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติมากกว่า พูดง่าย ๆ ว่าการนั่งในห้องแอร์นั้นจะทำให้ผิวหนังหดตัวมากกว่าขยายตัว เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวก็จะทำให้ไม่สามารถสะสมไขมัน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ขาใหญ่ได้นั่นเอง
"ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในประชาชนที่อยู่ในประเทศที่มีภูมิอากาศ หนาว หรือศึกษาในกลุ่มคนที่มีอายุ การทำงาน รวมถึงสรีระด้านร่างกายที่เท่ากัน จึงจะสามารถบอกได้ว่า การนุ่งกระโปรงสั้นในห้องแอร์นั้นทำให้ขาใหญ่ได้จริง"
นายแพทย์อรรถพันธ์ กล่าวต่อว่า โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การนุ่งกระโปรงสั้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่จะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมากกว่า เพราะอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดอันตรายต่อผู้สวมใส่ เช่น การถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ หรือทำให้สิ่งสกปรกสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมากกว่า ส่วนการสวมถุงน่องเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงาม หรือความอบอุ่นให้ร่างกายนั้นก็สามารถทำได้ แต่การใส่ถุงน่องแล้วทำให้ขาเล็กลงนั้น ยังไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนว่าเป็นจริงแต่อย่างใด
ขณะที่ น.ส.พรรณธร บุญมหิทธิสุทธิ์ สไตลิสต์ชื่อดังจากนิตยสารดิฉัน บอกว่า มุมมองของผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับเสื้อผ้านั้น คิดว่าการนุ่งกระโปรงสั้นในห้องแอร์ ไม่น่าจะมีส่วนที่ทำให้ขาใหญ่ได้ เพราะในส่วนนี้น่าจะเกิดจากพันธุกรรม หรือสาเหตุอื่นมากกว่า
ส่วน น.ส.ชนิตา ปรีชาวิทยากุล ดีไซเนอร์ชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ Senada กล่าวว่า โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การที่จะช่วยลดปัญหาขาใหญ่นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายเพื่อช่วยทำให้ร่างกายไม่มีไขมันส่วนเกิน หรือใช้ครีมเพื่อเป็นตัวช่วยสลายไขมันบริเวณช่วงต้นขา เพื่อช่วยให้ช่วงขาสมส่วนก่อน น่าจะช่วยลดปัญหาต้นขาใหญ่ได้ทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันต้องรู้จักการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง เช่น หากนุ่งกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น ก็ควรเลือกสวมเสื้อตัวใหญ่ ก็จะช่วยทำให้การนุ่งสั้นนั้นดูไม่วาบหวิวหรือเน้นสัดส่วนจนเกินไป แม้ว่าวิธีดังกล่าวจะเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการลดปัญหาขาใหญ่จากการนุ่งสั้น ได้เบื้องต้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การดูเรื่องความเหมาะสมและกาลเทศะในการนุ่งสั้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการไม่นุ่งสั้นในสถานที่ไม่เหมาะสม เช่นการเดินในที่เปลี่ยวนั้น นอกจากจะช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตแล้ว ยังช่วยทำให้ดูเป็นผู้หญิงยุคใหม่ ที่รู้จักเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับบุคลิกและสถานที่อีกด้วย
ส่วน น.ส.ชนิตา ปรีชาวิทยากุล ดีไซเนอร์ชื่อดัง เจ้าของแบรนด์ Senada กล่าวว่า โดยมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การที่จะช่วยลดปัญหาขาใหญ่นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกกำลังกายเพื่อช่วยทำให้ร่างกายไม่มีไขมันส่วนเกิน หรือใช้ครีมเพื่อเป็นตัวช่วยสลายไขมันบริเวณช่วงต้นขา เพื่อช่วยให้ช่วงขาสมส่วนก่อน น่าจะช่วยลดปัญหาต้นขาใหญ่ได้ทางหนึ่ง
ขณะเดียวกันต้องรู้จักการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง เช่น หากนุ่งกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้น ก็ควรเลือกสวมเสื้อตัวใหญ่ ก็จะช่วยทำให้การนุ่งสั้นนั้นดูไม่วาบหวิวหรือเน้นสัดส่วนจนเกินไป แม้ว่าวิธีดังกล่าวจะเป็นเพียงวิธีหนึ่งในการลดปัญหาขาใหญ่จากการนุ่งสั้น ได้เบื้องต้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การดูเรื่องความเหมาะสมและกาลเทศะในการนุ่งสั้น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการไม่นุ่งสั้นในสถานที่ไม่เหมาะสม เช่นการเดินในที่เปลี่ยวนั้น นอกจากจะช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตแล้ว ยังช่วยทำให้ดูเป็นผู้หญิงยุคใหม่ ที่รู้จักเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับบุคลิกและสถานที่อีกด้วย
ธรรมเนียมการสวมครุยรับปริญญา
เป็นธรรมเนียมสืบต่อกันมาช้านานแล้ว ผู้สำเร็จการศึกษาทุกสถาบันจะต้องสวมเสื้อครุยในวันพิธีรับปริญญา แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้เด็กอนุบาลยังมีการใส่ชุดครุยรับประกาศนียบัตรกันเลย
ครุย เป็นเสื้อคลุมทับด้านนอก ใช้สวมเพื่อเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงถึงหน้าที่ในพิธีการ หรือแสดงวิทยฐานะ ธรรมเนียมการสวมเสื้อครุยของไทยเรานั้นไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าได้รับแบบมาจากที่ใด แต่การคาดคะเนกันว่า
การสวมเสื้อครุย น่าจะเริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูต ไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ขณะนั้นท่านราชทูตแต่งกายด้วยการสวมเสื้อเยียรบับ มีกลีบทอง ดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชกำหนดเสื้อครุย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ร.ศ. 130 กำหนดเสื้อครุยข้าราชการไว้ 3 ชั้น เรียกว่า ครุยเสนามาตย์ แบ่งเป็นชั้น ตรี โท เอก
และนอกจากนี้ยังมีครุยวิทยฐานะ สำหรับผู้สำเร็จวิชาการจากมหาวิทยาลับ หรือสิทยาลัยชั้นสูง เสื้อครุยวิทยฐานะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยประมาณ ร.ศ. 116 ในสมัยที่พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์พระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 5 ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม โดยให้ผู้ที่สอบไล่วิชากฎหมายได้เป็นเนติบัณฑิตมีสิทธิสวมเสื้อครุย โดยเรียกว่า เสื้อเนติบัณฑิต
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ พระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2473 แก่นิสิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย แล้วหลังจากนั้นต่อมา บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้มีการสวมครุยในวันเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมากระทั่งทุกวันนี้
ที่มา : thaieditorial.com
ครุย เป็นเสื้อคลุมทับด้านนอก ใช้สวมเพื่อเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศ แสดงถึงหน้าที่ในพิธีการ หรือแสดงวิทยฐานะ ธรรมเนียมการสวมเสื้อครุยของไทยเรานั้นไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าได้รับแบบมาจากที่ใด แต่การคาดคะเนกันว่า
การสวมเสื้อครุย น่าจะเริ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูต ไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ขณะนั้นท่านราชทูตแต่งกายด้วยการสวมเสื้อเยียรบับ มีกลีบทอง ดอกไม้ทอง และสวมเสื้อครุย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชกำหนดเสื้อครุย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ร.ศ. 130 กำหนดเสื้อครุยข้าราชการไว้ 3 ชั้น เรียกว่า ครุยเสนามาตย์ แบ่งเป็นชั้น ตรี โท เอก
และนอกจากนี้ยังมีครุยวิทยฐานะ สำหรับผู้สำเร็จวิชาการจากมหาวิทยาลับ หรือสิทยาลัยชั้นสูง เสื้อครุยวิทยฐานะมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยประมาณ ร.ศ. 116 ในสมัยที่พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์พระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 5 ขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม โดยให้ผู้ที่สอบไล่วิชากฎหมายได้เป็นเนติบัณฑิตมีสิทธิสวมเสื้อครุย โดยเรียกว่า เสื้อเนติบัณฑิต
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ พระราชกำหนดเสื้อครุยบัณฑิต ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2473 แก่นิสิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย แล้วหลังจากนั้นต่อมา บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จึงได้มีการสวมครุยในวันเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมากระทั่งทุกวันนี้
ที่มา : thaieditorial.com
10 อันดับสัตว์มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก
ในโลกนี้มีสัตว์หลายประเภททั้งที่ดูน่ารัก สวยงาม แต่ก็มีสัตว์อีกประเภทที่มีพิษร้ายแรง วันนี้ผมขอนำทุกท่านให้รู้จักกับ 10 สุดยอดสัตว์ที่มีพิษที่สุดในโลกมาให้รู้จักกันครับ เผื่อท่านใดเกิดไปเที่ยวแล้วเจอเข้าก็จะได้รู้ทันป้องกันไว้
อันดับที่ 10 Puffer Fish ปลาปักเป้า
อันดับที่ 10 Puffer Fish ปลาปักเป้า
ปลา ปักเป้า คือสัตว์มีพิษที่มีคนนิยมบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบประเทศญี่ปุ่น (ปลาปักเป้าภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูกุ) และเกาหลี (ในส่วนของภาษาเกาหลีจะเรียกว่า บ๊อค ฮัง) โดนเนื้อปลาปักเป้านั้น จริงๆแล้ว ไม่ได้มีพิษ แต่ส่วนที่มีพิษก็คือพวกผิวหนังและเครื่องในของปลาปักเป้า แต่พิษเหล่านี้มักจะซึมเข้าไปในเนื้อตอนแล่ พ่อครัวที่จะแล่ปลาปักเป้าต้องมีใบอนุญาติกันเลย ถ้าหากกินพิษของปลาปักเป้าไป อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ในทันที
อันดับที่ 9 Poison Dart Frog กบลูกดอก
กบ ลูกดอกสีน้ำเงินนั้นเป็นสัตว์ ที่อยู่ในป่าฝนในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เป็นกบที่มีสีสันสวยงามแต่พิษของมันร้ายแรงมาก พิษของกบลูกดอก 1 ตัว สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คนและหนูถึง 20,000 ตัว พิษของมันเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ๆได้ พิษของมันถูกนำมาใช้ ในลูกดอกอาบยาพิษของอินเดียแดง มันจึงถูกเรียกว่ากบลูกดอก
อันดับที่ 8 Inland Taipan งูไทปันโพ้นทะเล
งูไทปันถูกพบได้มากในทวีป ออสเตรเลีย เป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมาก พิษที่มันปล่อยออกมาจากการกัดหนึ่งครั้ง สามารถฆ่าคนได้ถึง 100 คน หรือหนู 250,000 ตัว พิษของมันสามารถฆ่าคนได้ภายใน 45 นาที แต่อย่างไรก็ตาม งูไทปันเป็นงูที่ค่อนข้างขี้อาย ไม่เคยมีการบันทึกว่ามีคนตายจากพิษของมัน
อันดับที่ 7 The Brazillian Wandering Spider แมงมุมบราซิล
แมงมุม บราซิลหรือแมงมุมกล้วย ได้รับการบันทึกลงในกินเนสเวิลด์เรคคอรด์ว่าเป็นแมงมุมที่มีพิษร้ายแรงที่ สุดในโลก พิษของมันมีพิษทำลายประสาท พวกมันจะอันตรายอย่างมากเพราะโดยนิสัยของมันแล้วมันชอบแอบอยู่ตามรองเท้า ตู้เสื้อผ้า แม้กระทั่งในรถยนต์ พิษของมันถ้าโดนกัดนอกจากจะทำให้เจ็บปวดอย่างมากแล้ว มันจะทำให้อวัยวะเพศของเราควบคุมไม่ได้ และถ้ารอดตายจากการโดนมันกัด มันก็จะทำให้เราเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
อันดับที่ 6 Stonefish ปลาหิน
อันดับที่ 6 Stonefish ปลาหิน
ถ้า แข่งกันในเรื่องของความสวย งามแล้ว ปลาหิน ท่าทางจะแพ้อย่างขาดลอย แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความรุนแรงของพิษแล้วละก็ เจ้าปลาหินไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน มันได้ชื่อว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของปลาหินนี้จะอยู่ในหนามของตัวมันเอง มีคนบอกว่า ถ้าคุณโดนมันแทงเข้าละก็ คุณจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเท่าที่มนุษย์จะเจ็บได้เลยทีเดียว นอกจากจะเจ็บสุดๆแล้ว มันจะทำให้คุณเป็นอัมพาต แล้วก็ตายได้ในที่สุด
อันดับที่ 5 Death Stalker Scorpion แมงป่องเดธท์ สตอล์คเกอร์
อันดับที่ 5 Death Stalker Scorpion แมงป่องเดธท์ สตอล์คเกอร์
แมงป่องโดยทั่วไปนั้น ถึงแม้ว่าจะโดนกัด พิษของมันก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมนุษย์ได้มากนัก อาจจะเจ็บปวดนิดหน่อย แต่?มันไม่ใช่สำหรับแมงป่องพันธุ์เดธท์ สตอล์คเกอร์เลย เพราะพิษของมันสามารถทำลายระบบ ประสาทได้ ถ้าคุณโดนมันกัด คุณจะปวดอย่างมหาศาล จากนั้นจะตามมาด้วยอาการไข้ขึ้น เป็นอัมพาต และตายในที่สุด แต่ถึงแม้พิษมันจะร้ายแรงมาก แต่มันก็ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ได้ แต่ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อ เด็ก ทารก คนแก่ อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันไม่สามารถที่จะฆ่าผู้ใหญ่ได้ แต่มันก็ทำให้เป็นอัมพาตได้นะ
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน
อันดับที่ 4 Blue-Ringed Octopus ปลาหมึกแหวนน้ำเงิน
ปลา หมึกแหวนน้ำเงินนั้นมีขนาด ที่เล็กมาก ขนาดประมาณลูกกอลฟ์เท่านั้นเอง แต่ขนาดไม่ใช่ปัญหาสำหรับความรุนแรงของพิษมันเลย เพราะพิษมันสามารถฆ่าคนได้ภายในไม่กี่นาที และที่สำคัญ มันยังไม่มียาแก้พิษ =.= ถ้าโดน ปลาหมึกแหวนน้ำเงินกัดละก็ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากหรอก แต่ว่าพิษมันจะเริ่มทำลายระบบประสาทของคุณ หลังจากนั้นคุณจะรู้สึกอ่อนแอและคุณก็จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระบบการหายใจจะเริ่มล้มเหลว หลังจากนั้น ก็ตายในที่สุด
อันดับที่ 3 Marbled Cone Snail หอยเต้าปูนลายหินอ่อน
อันดับที่ 3 Marbled Cone Snail หอยเต้าปูนลายหินอ่อน
หอย เต้าปูนตัวเล็กๆ สีสันสวยงาม แต่!!! พิษของมันน่ะเหรอ เพียงแค่หยดเดียว สามารถฆ่าคนได้ถึง 20 คน ถ้าคุณเล่นน้ำที่ทะเลที่มันค่อนข้างอุ่นๆแล้วเห็นเจ้าตัวนี้อยู่ อย่าคิดที่จะหยิบมันมาเล่นเลย แค่ดูมันอยู่ห่างๆก็พอแล้ว เพราะถ้าคุณโดนพิษมันเล่นงานละก็ คุณจะปวด หลังจากนั้นก็จะเริ่มบวม ระบบการหายใจเริ่มล้มเหลว ร่างกายจะคันหยุกหยิก เป็นอัมพาต แล้วก็ตายในที่สุด แต่ยังไงก็ตาม มีรายงานว่ามีแค่ 30 คนเท่านั้นที่ตายเพราะหอยเต้าปูน
อันดับที่ 2 งูจงอาง
อันดับที่ 2 งูจงอาง
งู จงอางหรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Ophiophagus hannah เป็นงูพิษที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ด้วยขนาดโตสุดที่ 5.6 เมตร งูจงอางนั้น เรารู้กันว่าอาหารโปรดของมันก็คือ งู !!! นั่นหมายความว่ามันกินสัตว์ตระกูลเดียวกัน และเพียงแค่โดนมันกัดเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนตายได้อย่างง่ายๆ และพิษของมันนั้น สามารถฆ่าช้างที่โตเต็มวัยได้เพียงแค่ 3 ชั่วโมง ในส่วนประกอบของมันแตกต่างกับพิษงูโดยทั่วไป ที่สำคัญมันพบได้ทั่วไปในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย
อันดับที่ 1 Box Jellyfish แมงกระพรุนกล่อง
อันดับที่ 1 Box Jellyfish แมงกระพรุนกล่อง
และ แล้วแมงกระพรุนกล่องก็ได้ เป็นแชมป์สัตว์ที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก รายงานว่ามันฆ่าคนไปแล้ว 5,567 คน พิษของมันนั้นจะไปทำลาย หัวใจ ระบบประสาท ผิวหนัง และที่สำคัญ ถ้าโดนพิษมันจะเจ็บปวดอย่างที่สุด ส่วนใหญ่คนที่โดนพิษมันนั้นจะช็อค และหัวใจล้มเหลวก่อนที่จะกลับเข้าถึงฝั่ง แต่ถ้าคุณโดนพิษมันก็ยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นั่นคือ ต้องรีบเอาน้ำส้มสายชู มาล้างอย่างน้อย 30 วินาที เพราะมันจะทำลายพิษของแมงกระพรุนกล่องก่อนที่มันจะเข้าไปสู่กระแสเลือ
ความจำแย่แก้ได้ด้วย 4 วิธี
วัยที่เพิ่มขึ้นบางครั้งอาจทำให้เริ่มหลงลืม ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยเทคนิค 4 ข้อ แนะวัยทำงานปฏิบัติดี วัยเรียนปฏิบัติเลิศ
วิธีแรก โฟกัสสาย ตา โดยนั่งจ้องวัตถุ หรือ เหตุการณ์ตรงหน้า จดจำรายละเอียดให้มากที่สุด นานประมาณ 3 นาที จากนั้น ละสายตา แล้ววาดสิ่งที่เห็นบนกระดาษ เมื่อเสร็จตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นไปหรือไม่ ฝึกสม่ำเสมอจะช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น บริหารสมอง และเสริมประสิทธิภาพความจำด้านสายตา
วิธีต่อมา รับ ประทานอาหารอุดมวิตามินซี, อี และเบต้าแคโรทีน โดยเฉพาะส้ม องุ่น เบอร์รี ผักสีเขียว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองเสื่อม ทั้งนี้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผู้บริโภควิตามินซีสูง มีผลการทดสอบด้านสมาธิ ความจำ และการคำนวณดีที่สุด
ตามด้วย การทำ กิจกรรมท้าทายความคิด เมื่ออายุเริ่มเข้าเลขสาม สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ดังนั้น ควรหางานอดิเรกยามว่างที่สนุกสนานทำ เช่น เต้นแทงโก้ เรียนภาษาใหม่ ต่อจิ๊กซอว์ เกมส์ปริศนาอักษรไขว้ เล่นปิงปอง เป็นต้น ช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมอง และความจำได้ดี
สุดท้าย นอนให้ เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ และความจำ
ล้มทั้งยืน...ดีกว่าล้มไม่เป็น
ล้มทั้งยืน...ดีกว่าล้มไม่เป็น
ล้มทั้งยืน...ดีกว่าล้มไม่เป็น (ใยไหม)
"อย่าคิดว่าสูญเสียแล้วชีวิตจะต้องเป็นศูนย์ เรานับหนึ่งใหม่ได้เสมอหากเราคิดจะนับซะอย่าง"
ถ้าสิ่งที่เราคาดหวัง...ไม่เป็นดั่งหวังถ้าสิ่งที่เราพยายามทุ่มเททำสุดแรง กายแรงใจไม่ประสบผลสำเร็จ ถ้าสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นและได้สร้างความบอบ ช้ำจนทำให้เราต้องจมอยู่กับความทุกข์
เรา กำลังก้าวสู่ "ชีวิตที่เป็นจริง" แล้วหล่ะ เพราะความเป็นจริงของชีวิต จะสอนให้เรารู้จักยอมรับความพ่ายแพ้สอนให้เรารู้จักสูญเสียน้ำตา เพื่อที่จะได้รอยยิ้มคืน กลับมาเป็นรางวัลตอบแทนแต่มันก็ไม่เคยทำให้ใครหมดสิ้นความหวัง หมดสิ้นพลังและกำลังใจไปกับความพ่ายแพ้ เพียงแค่ความเป็นจริงสอนให้พวกเราทุกคนรู้ว่า
...........อย่าเพียรสร้างความหวัง แต่ให้เชื่อมั่นใความหวัง............
เพราะความเชื่อมั่นจะนำพาเราไปพบกับ "หนทางสู่ความสำเร็จ"
แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมายกว่าจะถึงวันนั้น
แม้ว่าจะต้องล้มลงอีกสักกี่ครั้ง
แม้ว่าจะต้องผิดหวังอย่างแรงอีกสักกี่หนก็ตาม
"อย่าคิดว่าสูญเสียแล้วชีวิตจะต้องเป็นศูนย์ เรานับหนึ่งใหม่ได้เสมอหากเราคิดจะนับซะอย่าง"
ถ้าสิ่งที่เราคาดหวัง...ไม่เป็นดั่งหวังถ้าสิ่งที่เราพยายามทุ่มเททำสุดแรง กายแรงใจไม่ประสบผลสำเร็จ ถ้าสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นและได้สร้างความบอบ ช้ำจนทำให้เราต้องจมอยู่กับความทุกข์
เรา กำลังก้าวสู่ "ชีวิตที่เป็นจริง" แล้วหล่ะ เพราะความเป็นจริงของชีวิต จะสอนให้เรารู้จักยอมรับความพ่ายแพ้สอนให้เรารู้จักสูญเสียน้ำตา เพื่อที่จะได้รอยยิ้มคืน กลับมาเป็นรางวัลตอบแทนแต่มันก็ไม่เคยทำให้ใครหมดสิ้นความหวัง หมดสิ้นพลังและกำลังใจไปกับความพ่ายแพ้ เพียงแค่ความเป็นจริงสอนให้พวกเราทุกคนรู้ว่า
...........อย่าเพียรสร้างความหวัง แต่ให้เชื่อมั่นใความหวัง............
เพราะความเชื่อมั่นจะนำพาเราไปพบกับ "หนทางสู่ความสำเร็จ"
แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมายกว่าจะถึงวันนั้น
แม้ว่าจะต้องล้มลงอีกสักกี่ครั้ง
แม้ว่าจะต้องผิดหวังอย่างแรงอีกสักกี่หนก็ตามปล่อยให้ชีวิตผิดพลาดเสียบ้าง ปล่อยให้ความคาดหวังได้เจอกับความผิดหวัง ปล่อยให้ความฝันกลายเป็นฝันค้างลอยกลางอากาศ ปล่อยให้อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แม้ว่าเกิดขึ้นแล้วจะเลวร้ายกับชีวิตก็ตามทีเพราะทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้น จะช่วยสอนและช่วยเป็นบทเรียนอันล้ำค่าให้แก่ชีวิต ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วบนโลกใบนี้
คุณบอย โกสิยพงศ์ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเล่มหนึ่ง เขาพูดให้แง่คิดที่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันอาจจะสร้างบาดแผลให้กับใครหลาย ๆ คนมาบ่อยครั้ง คุณบอยพูดไว้ว่า...
"ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราตลอดชีวิต ทุกอย่างมันก็รอเวลาจากเราไปทั้งนั้น เชื่อว่าถ้าชีวิตคนเราไม่ยึดติด ไม่ต้องแขวนชีวิตไว้กับความคาดหวัง เวลาที่เราสูญเสีย หรือเวลาที่เราต้องเจอกับความล้มเหลว เราคงมีภูมิต้านทานมากพอที่จะเอาไว้ต่อสู้กับความท้อแท้ อย่าคิดว่าสูญเสียแล้วชีวิตจะต้องเป็นศูนย์ เพราะว่าเรานับหนึ่งใหม่ได้เสมอหากเราคิดที่จะนับซะอย่าง ไม่มีอะไรบนโลกที่น่ากลัว และไม่จำเป็นต้องกลัวกับความเป็นจรองของชีวิต"
คุณบอย โกสิยพงศ์ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารเล่มหนึ่ง เขาพูดให้แง่คิดที่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันอาจจะสร้างบาดแผลให้กับใครหลาย ๆ คนมาบ่อยครั้ง คุณบอยพูดไว้ว่า...
"ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราตลอดชีวิต ทุกอย่างมันก็รอเวลาจากเราไปทั้งนั้น เชื่อว่าถ้าชีวิตคนเราไม่ยึดติด ไม่ต้องแขวนชีวิตไว้กับความคาดหวัง เวลาที่เราสูญเสีย หรือเวลาที่เราต้องเจอกับความล้มเหลว เราคงมีภูมิต้านทานมากพอที่จะเอาไว้ต่อสู้กับความท้อแท้ อย่าคิดว่าสูญเสียแล้วชีวิตจะต้องเป็นศูนย์ เพราะว่าเรานับหนึ่งใหม่ได้เสมอหากเราคิดที่จะนับซะอย่าง ไม่มีอะไรบนโลกที่น่ากลัว และไม่จำเป็นต้องกลัวกับความเป็นจรองของชีวิต"
"มีพบก็ต้องมีจาก มีได้ก็ต้องมีเสีย และมีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นสัจธรรม"
เมื่อไรที่เราได้รู้จักสัมผัส และได้เรียนรู้กับชีวิตทั้งสองด้าน เมื่อนั้นเราจะไม่รู้สึกเสียดายหากเราได้มีโอกาสล้มทั้งยืน แต่เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตหากเราไม่สามารถก้าวข้ามความล้มเหลวที่ผ่านเข้ามา ได้
มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า...
การตั้งความหวัง คือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด
การพยายาม คือการเสี่ยงกับความล้มเหลว
แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะในสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ
การไม่เสี่ยงอะไรเลย
เมื่อไรที่เราได้รู้จักสัมผัส และได้เรียนรู้กับชีวิตทั้งสองด้าน เมื่อนั้นเราจะไม่รู้สึกเสียดายหากเราได้มีโอกาสล้มทั้งยืน แต่เราจะเสียใจไปตลอดชีวิตหากเราไม่สามารถก้าวข้ามความล้มเหลวที่ผ่านเข้ามา ได้
มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า...
การตั้งความหวัง คือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด
การพยายาม คือการเสี่ยงกับความล้มเหลว
แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะในสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ
การไม่เสี่ยงอะไรเลย "ล้ม" ลงสักกี่ครั้ง ผิดหวังมาสักกี่หน ลุกขึ้นยืนให้ไกด้ แล้วสักวันเราจะเจอความสุข เพราะความสุขไม่ได้หนีจากเราไปไหนหรอก มันอยู่ใกล้เราแค่เพียงเอื้อมมือจริง ๆ ถ้าหากเราไม่ได้ไปตัดสินว่า โลกมันควรเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น และไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตัวเองมากจนเกินไป เวลาคิดหรือทำอะไรสักอย่างแล้วมีข้อบังคับ มีกรอบ และสร้างมโนภาพความสำเร็จไว้ล่วงหน้า เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปตามกฎของเรา เราก็ทุกข์ เราก็เสียใจ และเราก็ใจเสียเอาได้ง่าย ๆ
มีคนเคยบอกไว้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดความสุขของคุณ แต่มันเป็นความคิดของคุณเองต่างหาก ความคดที่มีต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับคุณนั่นเองจะสุขหรือจะทุกข์ก็ขึ้นอยู่ ที่เราทั้งนั้นเป็นคนกำหนด ล้มทั้งยืนเสียบ้างก็คงไม่เสียหายไร แต่ล้มไม่เป็นเลยนี่สิ...
ลองคิดดูเล่นๆ ซิว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตต่อไป...................หลังจากนี้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























