ป๋องแป้ง
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เพื่อนที่คุณคบเป็นแบบไหนเอ่ย
ประเภทของเพื่อนหลักๆลองดูว่าคุณมีเพื่อนแบบไหน?
1. เพื่อนแท้ (Real Friends) : เรียล เฟรนด์ หรือจะเรียกว่า ออริจินอล เฟรนด์ ก็ได้ เพื่อนประเภทนี้จะอยู่กับคุณไปจนวันตาย เพื่อนแบบนี้หายาก ยากมากๆ บางที ขุดหาทองถ้ำลิเจีย ยังหาง่ายกว่าเลย .. ฉะนั้นผมขอผ่าน แบบนี้ไม่มีทางมีในโลก ... แต่สำหรับไอ้ใครที่จู่ๆ มีเพื่อนมาบอกว่า "ผมเป็นเพื่อนแท้ของคุณนะ" ... ขอให้สันนิษฐานครับ (โดย เฉพาะเพศเดียวกัน) เขากำลังมองประตูหลังคุณอยู่แน่นอน ..
2. เพื่อนซี้ (Cee Friends) : เพื่อนแบบนี้ ส่วนมาก จะเป็นเพศเดียวกัน เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม จอร์จ ที่สุดแล้ว มีอะไรเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบ ไม่เบียดเบียน ซึ่งกันและกัน ปรับทุกข์กันได้ แถมบางทีโกรธกันจนขนาดต้อง ชกกันก็มีครับ แต่สุดท้ายก็เคลียร์กันได้ ไม่หยิ่ง ไม่เรื่องมาก ไม่ขี้งอน ถือว่าเยี่ยมครับ !!! ครบทุกรสชาติ สุขทุกข์ ดีชั่ว ต้องแบบนี้ เพื่อนซี้ ...
3. เพื่อนสนิท (Endorphin) : เพื่อนประเภทนี้ ส่วนใหญ่ใช้กับเพศตรงข้ามมากกว่า และที่สำคัญไปกว่านั้น คนที่บอกว่าเป็น "เพื่อนสนิท" มักที่จะใช้พูดแก้ตัวกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ความจริงนะมันคือแฟนกันแล้ว แต่ก็ไปบอกชาวบ้านว่า เป็นแค่เพื่อนสนิท หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อนสนิทก็ยังเป็นคำพูดที่ใช้กันมานาน และยังคงอินเทรน ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันเป็นคำพูดปฏิเสธรักแบบอ้อมๆ ละ ฉะนั้น ใครที่โดนแบบนี้ ใส่เกียร์ถอยหลังตอนนี้ ยังไม่สาย ..
4. เพื่อนร่วมงาน (Cooperative Friends) : เพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เพื่อนประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่มีอะไรคุยกันได้ เจอกันคุยกันเรื่องงานอย่างเดียว อาจจะมีการถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้าง นิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ แต่ส่วนมากก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยรวมแล้วถือได้ว่าดีใช้ได้ทีเดียว ...
5. เพื่อนผิวเผิน (Surface Friends) : แน่นอน เพื่อนประเภทนี้ เชื่อว่าทุกคนมีเยอะมากๆ เพื่อนประเภทนี้มักจะเจอตอนช่วงโมงเร่งด่วน (Rush Hour) เช่นรีบไปเรียน รีบไปทำงาน รีบไปขึ้นรถ หรือว่า เค้าแกล้งรีบ (เพราะไม่อยากเจอคุณ) อะไรประมาณนี้ เจอกันมักจะเจออยู่ 2 คำถาม ว่า "ไปไหน ??" ถ้าอยู่มหาลัยก็จะถามว่า "เรียนอารายย ??" ประมาณนี้ ...
6. เพื่อนรับประทาน (Eating Friends) : เพื่อนแบบนี้ ก็เป็นเพื่อนที่เวลาคุณไปไหน เค้าจะไปด้วยกับคุณเสมอไม่ว่า คุณจะชวนไปกินข้าว ชวนไปเที่ยว ชวนไปดูหนัง เขามักจะไม่ค่อยปฏิเสธคำเชิญของคุณครับ แต่เขามักจะมี คำพูดพ่วงท้ายหลังคำถามของท่านมาว่า "เลี้ยงป่าว" เสมอ ...
7. เพื่อนกล้วย (Banana Friends) : เพื่อนประเภทนี้เรียกได้ว่าเข้าขั้นสุดครับ นอกจากจะเป็นเพื่อนรับประทานแล้ว ยังเป็นเพื่อนที่จะคอยข่มขู่ท่านให้รู้สึกหวาดกลัว ในบางสิ่งบางอย่าง จนคุณอาจจะต้องทำสิ่งที่เค้าต้องการให้คุณทำ แน่นอน เพื่อนแบบนี้คงจะไม่มีใคร อยากมีแน่ๆ แต่ในเมื่อถ้ามันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องทนต่อไปละ ...
8. เพื่อนตาย (Dead Friends) : ก็ไปงานศพเค้าสิ
ขอบคุณบทความจาก ฟ้าใส
ทำไมแป้นพิมพ์ ไม่เรียง A B C
รู้หรือป่าว !! ทำไม ตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกันและถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือเมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิมจะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนักทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัทเรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่ายความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้นจนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทางGeneral Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้วดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไปแล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อนซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTYจนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกัน
สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียง ที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา)ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกันและถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย
การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นมีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือเมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้านพิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิมจะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนักทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัทเรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่ายความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ใน เวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้นจนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทางGeneral Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐได้ทำการศึกษาการจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับหรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป
ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้วดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไปแล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยนกลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อนซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคงพอเดากันได้ว่าเป็นเพราะเราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTYจนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว
ปล. แป้นพิมพ์ภาษาไทย ก็ให้เหตุผลเดียวกัน
การเลือกตั้งครั้งแรกของไทยเกิดขึ้นเมื่อไร?
การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด คือ ในวันที่ 3 ก.ค. 54 เป็นครั้งที่ 26 ของไทยแล้ว แต่ทราบไหมว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยนั้น เกิดขึ้นเมื่อไร
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ที่มาของการเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลได้ปราบกบฏบวรเดชลงได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นประเทศไทยยังใช้ชื่อว่า "สยาม" แบ่งการปกครองเป็น 70 จังหวัด โดย ส.ส. ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปในสภามีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น จำนวน 78 คน และประเภทที่ 2 มาจากการเลือกตั้งอีก 78 คน โดยประเภทที่เลือกตั้งนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 1 คน แต่ก็มีบางจังหวัดได้มากกว่าหนึ่งคน ได้แก่ เชียงใหม่, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, นครราชสีมา มีผู้แทนได้ 2 คน และ จังหวัดพระนครในขณะนั้น กับ อุบลราชธานี มีผู้แทนได้ 3 คน โดยคำนวณจากจำนวนประชากร 200,000 คน ต่อการมีผู้แทน 1 คน รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 156 คน
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็น "การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย" ตราบจนปัจจุบัน กล่าวคือ กรมการอำเภอ ได้ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง
การเลือกตั้งครั้งแรกมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน มีผู้ออกไปใช้สิทธิ 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 โดยจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี คิดเป็นร้อยละ 78.82 และจังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 17.71
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทยครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ที่มาของการเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดจากการที่นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลได้ปราบกบฏบวรเดชลงได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว จึงจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งขึ้น
ในขณะนั้นประเทศไทยยังใช้ชื่อว่า "สยาม" แบ่งการปกครองเป็น 70 จังหวัด โดย ส.ส. ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปในสภามีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น จำนวน 78 คน และประเภทที่ 2 มาจากการเลือกตั้งอีก 78 คน โดยประเภทที่เลือกตั้งนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้จังหวัดละ 1 คน แต่ก็มีบางจังหวัดได้มากกว่าหนึ่งคน ได้แก่ เชียงใหม่, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, นครราชสีมา มีผู้แทนได้ 2 คน และ จังหวัดพระนครในขณะนั้น กับ อุบลราชธานี มีผู้แทนได้ 3 คน โดยคำนวณจากจำนวนประชากร 200,000 คน ต่อการมีผู้แทน 1 คน รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 156 คน
แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็น "การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย" ตราบจนปัจจุบัน กล่าวคือ กรมการอำเภอ ได้ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง
การเลือกตั้งครั้งแรกมีผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน มีผู้ออกไปใช้สิทธิ 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 โดยจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี คิดเป็นร้อยละ 78.82 และจังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็นร้อยละ 17.71
รู้ไหมทำไมเรียกเงาะโรงเรียน !?
เงาะโรงเรียนหรือเงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน เงาะในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตลอดทั้งเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ก็ไม่มีประเทศใดที่มีเงาะคุณภาพดีเท่ากับเงาะพันธุ์โรงเรียน แม้แต่ในมาเลเซียซึ่งเราได้เมล็ดเงาะพันธุ์นี้มา จึงกล่าวได้ว่าเงาะพันธุ์โรงเรียนเป็นเงาะพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้
คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"
สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น
ครั้นถึงปี พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร
ปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป
คำว่า "โรงเรียน" หมายถึง โรงเรียนนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เงาะต้นแม่พันธุ์มีเพียงต้นเดียว ปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี พ.ศ.2469 โดยชาวจีนผู้หนึ่งมีสัญชาติมาเลเซีย ชื่อ Mr. K. Wong มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองปีนัง บุคคลผู้นี้ได้เข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกที่หมู่บ้านเหมืองแกะ ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร ตรงกันข้ามกับโรงเรียนนาสาร เมื่อ Mr. K. Wong มาทำเหมืองแร่ก็ซื้อที่ดินริมทางรถไฟด้านทิศตะวันตก ใกล้กับสถานีรถไฟนาสารเป็นเนื้อที่ 18 ไร่ แล้วสร้างบ้านพักบนที่ดินดังกล่าว เมื่อสร้างบ้านเสร็จ Mr. K. Wong ก็นำพันธุ์(เมล็ด)เงาะมาจากเมืองปีนัง(ขณะนี้เงาะพันธุ์นี้ที่เมืองปีนึงไม่มีแล้ว) มาปลูกข้างบ้านพักจำนวน 4 ต้น ต่อมาปรากฏว่าเงาะมีลูกเป็นสีเหลืองบ้าง แดงบ้าง รสเปรี้ยวบ้าง หวานบ้าง เฉพาะต้นที่ 2 นับจากทิศตะวันออกมีลักษณะพิเศษกว่าต้นอื่น คือ เนื้อสุกแล้วเปลือกผลเป็นสีแดง แต่แม้สุกจัดเท่าไหร่ก็ตาม ขนที่ผลยังมีสีเขียวอยู่ รูปผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวาน หอม เปลือกบาง เงาะต้นนี้คือ "เงาะพันธุ์โรงเรียน"
สาเหตุที่เรียกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะในปี พ.ศ.2479 Mr. K. Wong ต้องเลิกล้มกิจการเหมืองแร่และเดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองปีนังภูมิลำเนาเดิม จึงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมด้วยบ้านพักให้แก่กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) แผนกธรรมการ อำเภอบ้านนา (อำเภอบ้านนาสาร) ทางราชการจึงปรับปรุงบ้านพักใช้เป็นอาคารเรียน และย้ายโรงเรียนนาสารซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่วัดนาสารมาอยู่อาคารดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิการยน พ.ศ.2479 แต่เงาะพันธุ์โรงเรียนในขณะนั้นยังมิได้แพร่หลายแต่ประการใด เนื่องจากการส่งเสริมทางการเกษตรยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ.2489-2498 มีบุคคลตอนกิ่งไปขายพันธุ์เพียง 3-4 รายเท่านั้น
ครั้นถึงปี พ.ศ.2500-2501 ได้มีกรรมวิธีแพร่พันธุ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือการทาบกิ่ง มีการทาบกิ่งเงาะต้นนี้ไปเป็นจำนวนมาก ในระยะเดียวกันนั้น เงาะที่มาจากจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส คือเงาะพันธุ์ยาวี เจ๊ะโมง เปเราะ ก็เข้ามาแพร่หลายพอสมควร ประชาชนเห็นว่าเงาะต้นนี้ยังไม่มีชื่อ จึงชักชวนกันเรียกเงาะต้นนี้ว่า "เงาะพันธุ์โรงเรียน" เพราะต้นแม่พันธุ์อยู่ที่โรงเรียนนาสาร
ปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯมาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้นำชาวสวนเงาะผู้หนึ่งได้ทูลเกล้าฯถวายเงาะพันธุ์โรงเรียน และขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ชื่อเงาะพันธุ์โรงเรียนดีอยู่แล้ว" นับแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าที่จะเปลี่ยนชื่อเงาะพันธุ์นี้อีกต่อไป
วิธีจำ 100 พาสเวิร์ดโดยไม่ลืม
พาสเวิร์ดหรือรหัสผ่านเป็นวิธีการ พิสูจน์ตัวตนที่แพร่หลายและสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในระบบไอที ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยของรหัสผ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หลักการสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัยมีง่าย ๆ คือ เจ้าของจำง่าย คนอื่นเดายาก และใช้รหัสผ่านที่แตกต่างกันในทุกแห่ง การสร้างรหัสผ่านที่เจ้าของจำง่าย คนอื่นเดายาก ไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะหลักสำคัญในการตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยคือ รหัสผ่านควรมีความยาวอย่างน้อย 8 ตัวอักษรขึ้นไป และมีทั้งตัวอักษร ตัวเลข อักขระพิเศษผสมกัน แต่การที่ต้องมีรหัสผ่านที่แตกต่างกันในทุกแห่งและปลอดภัยด้วย นี่สิเป็นเรื่องยาก! ตัวอย่างเช่น ถ้าผมใช้บริการของจีเมล, อเมซอน, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ก, ธนาคารออนไลน์ หมายความว่า ต้องมีรหัสผ่าน 5 ตัวที่ไม่เหมือนกันเลยในทุกเว็บไซต์ เหตุผลที่เราต้องใช้รหัสผ่านแตกต่างกันในทุกเว็บไซต์ เพราะว่า ถ้ามีใครสามารถเดาหรือเจาะรหัสผ่านของเราได้ในเว็บหนึ่ง และเราใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกเว็บไซต์แล้วล่ะก็ ผู้ไม่หวังดีก็สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ทุกแห่งที่เราใช้บริการได้ทันที แต่ถ้าเราใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกัน ผู้ไม่หวังดีก็สามารถเจาะได้เพียงแห่งเดียว ไม่สามารถเจาะเว็บไซต์อื่น ๆ ด้วยรหัสผ่านนั้นได้อีก
ข้อเสียของการที่ต้องจำรหัสผ่านหลายตัวคือ เราใช้บางรหัสผ่านนาน ๆ ครั้งหนึ่ง ทำให้เราลืมและเสียเวลาตั้งรหัสผ่านใหม่ (และลืมอีก) ผมได้พบบทความเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านโดยไม่ซ้ำกันและจดจำง่ายจากเว็บไซต์ LifeHacker.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่แนะนำเคล็ดลับในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยุคไอทีก็ เลยมาเล่าสู่กันฟังครับ
หลักสำคัญของการตั้งรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันคือ มีกฎเกณฑ์ในการตั้งรหัสที่แน่นอน โดยผสมข้อมูลของเว็บไซต์และข้อมูลที่กำหนดล่วงหน้า
ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่กำหนดล่วงหน้าของผมคือ CU68+ และผมต้องการสร้างรหัสผ่านสำหรับเว็บ Amazon.com ผมก็จะนำอักษร 3 ตัวแรกของชื่อเว็บคือ Ama มารวมกับข้อมูลล่วงหน้าคือ CU68+ ก็จะได้รหัสผ่าน AmaCU68+ ในทำนองเดียวกัน รหัสผ่าน Facebook ของผมคือ FacCU68+ แต่วิธีนี้คนอื่นอาจเดารูปแบบได้ง่าย ลองสลับตำแหน่งเป็น FCUac+68 จะเห็นว่าค่อนข้างสับสนอลหม่านใในสายตาผู้อื่นครับ
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของเราแล้วครับว่า เราจะกำหนดข้อมูลล่วงหน้าของเราอย่างไรว่าไม่ให้คนอื่นสามารถคาดเดาได้ ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ที่จะใช้ในรหัสผ่านก็เช่นกัน เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ตัวอักษรจากเว็บไซต์ตรง ๆ ก็ได้ เช่น อาจใช้อักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายในชื่อเว็บ twitter ก็จะได้ tr จากนั้นเพิ่มสองตัวอักษรที่อยู่ถัดจากตัว t คือ u และอักษรที่ถัดจากตัว r คือ s ต่อท้าย เราก็จะได้ trus เมื่อมารวมกับข้อมูลล่วงหน้าของเราเช่น /T’=yp/ ก็จะได้รหัสผ่านคือ /trusT’=yp/
แต่ไม่ว่าเราจะมีตัวช่วยในการจดจำ และสร้างรหัสผ่านมากเพียงใดก็ตาม โปรดระลึกเสมอว่า สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการเก็บรหัสผ่านคือ สมองของเราเองครับ
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดย ธงชัย โรจน์กังสดาล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดูแลผมสวยด้วยมะนาว
หนุ่มๆ สาวๆ ที่รักเส้นผม อยากให้มีผมสลวย สวยเก๋ ไม่ยาก ไม่ยาก ถ้ารู้จักเคล็ดลับดีๆ อย่างการใช้วิธีจากธรรมชาติ ด้วยการหาวัตถุดิบง่ายๆ ในการบำรุงเส้นผม รู้ไหม…ว่ามะนาวจัดเป็นวัตถุชั้นดีทีเดียว เพราะมะนาวจะช่วยดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้นุ่ม สวย แถมไร้รังแคอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องรังแคที่ทำให้ความมั่นใจลดน้อยลงได้
เริ่มจากให้ทดสอบหนังศีรษะและเส้นผมก่อนว่ามีสภาพผมเช่นไร ด้วยการใช้ปลายนิ้วลูบหนังศีรษะหลังจากที่สระผมแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง
หากรู้สึกว่ามันๆ ที่นิ้วแสดงว่าเส้นผมและหนังศีรษะเป็นประเภทมัน
ซึ่งต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีคุณสมบัติในการคืนความสมดุลให้สุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะได้
ส่วนมะนาวนั้นสามารถนำมาใช้ทำสปาเส้นผมได้ด้วย เพราะมะนาวมีกรดเป็นธรรมชาติช่วยชำระล้างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่าง อ่อนโยน ซึ่งน้ำมันจากมะนาวยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียสามารถทำความสะอาดและคืน สมดุลให้กับหนังศีรษะและเส้นผมช่วยลดความมันได้อีกด้วย
โดยมีขั้นตอนการบำรุงเพียงนำน้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะ
ผสมกับน้ำบริสุทธิ์ครึ่งถ้วย คนน้ำมะนาวและน้ำเข้าด้วยกัน
แล้วนวดลงบนหนังศีรษะและเส้นผมด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา เพื่อช่วยผ่อนคลายและช่วยระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท
พร้อมหมักทิ้งไว้สัก 2 -3 ชั่วโมงจึงล้างออก จะช่วยล้างรังแคเหนียวๆ ที่ติดอยู่บนหนังศีรษะ และช่วยทำให้เส้นผมนุ่ม สลวยเป็นเงางาม
เพียงวิธีง่ายๆ นี้คนรักเส้นผมก็จะมีผมที่สวย และไม่ต้องกังวลกับรังแคอีกต่อไป
เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน
วันนี้เราจะมาเผยเคล็ดลับหุ่นเฟิร์มกระชับทุกสัดส่วนและ ที่สำคัญนะไม่ใช่คุณจะมี หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนเท่านั้นนะ แต่เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม นี้ยังเป็นวิธีที่ง่าย ๆ อีกด้วย เพียงแค่คุณใช้เวลาตอนอยู่หน้าทีวีก็ยังได้เลย ลองหันมาหุ่นเฟิร์มกันตอนอยู่หน้าทีวีนอกจากจะได้หุ่นเฟิร์มกระชับทุกสัด ส่วนยังได้ลดน้ำหนักแถมหุ่นยังดีอีกต่างหากใครไม่ทำเป็นไม่ได้เลยจริงไหม กับเคล็ดลับนี้
ดีกว่าจะมัวมานั่งดูทีวีแบบเฉย ๆ และหยิบนั่นกินนี่อย่างนี้มีแต่อ้วนออกอ้วนออกนะค่ะ รองใช้เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนนี้ดูค่ะนอกจากคุณจะเพลินไปกับการดูทีวีแล้วยังได้ออกกำลัง กายอย่างสนุกสนานและเพลินไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีอีกต่างหาก
หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน
- วิธีลดแขน
ในท่ายืน ก้มตัวลง วางมือข้างหนึ่งลงบนเก้าอี้ ถือขวดน้ำหรือดัมเบลเอาไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง งอข้อศอกทำมุม 90 องศา จากนั้นยืดแขนข้างที่ถือขวดน้ำขึ้นไปข้างหลังตรง ๆ หยุด แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำซ้ำข้างละสองเซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง
- วิธีลดก้น
คุกเข่า จากนั้น ก้มตัวลงเท้าข้อศอกลงบนพื้น ศีรษะก้มลงเกือบแตะพื้น เตะขาข้างหนึ่งขึ้นไปข้างหลังสูง ๆ จากนั้นลดขาลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนข้าง
- วิธีลดหน้าท้อง
นอนหงายวางแขนไขว้กันไว้ใต้ศีรษะชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างเท้าวางราบกับ พื้น จากนั้นค่อย ๆ ยกศีรษะและอกขึ้นจากพื้นพร้อมกับเหยียดขาข้างหนึ่งขึ้นข้างบนค้างไว้ครู่ หนึ่งก่อนกลับสู่ท่าเริ่ม จากนั้นทำซ้ำแต่เปลี่ยนเป็นยกขาอีกข้างหนึ่งพยายามยกขาแต่ละข้างให้ได้ 6 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 ครั้ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





